รอมฎอน ซัดงบดับไฟใต้ 6.2 แสนล้านแต่ยังไร้ผล ถามเหตุยกเลิกแผนบูรณาการ ชี้รัฐติด “ภาวะพึ่งพิงภัยคุกคาม”
สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ชี้ประสิทธิภาพงบดับไฟใต้ตลอด 24 ปี พร้อมตั้งคำถามการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 2 ล้านเลขหมายส่งตำรวจทุกวัน
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 รอมฎอน ปันจอร์ อภิปรายวิพากษ์การจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของการใช้งบประมาณตลอด 24 ปีที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงเหตุผลของการยกเลิกแผนบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งหายไปจากร่างงบประมาณเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี
รอมฎอนกล่าวว่า งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปีงบประมาณ 2570 มีมูลค่ากว่า 28,400 ล้านบาท ขณะที่หากนับรวมตลอด 24 ปีที่ผ่านมา รัฐได้ใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 620,000 ล้านบาท แต่สถานการณ์ยังไม่สามารถยุติความรุนแรงได้อย่างมีนัยสำคัญ
ภาวะพึ่งพิงภัยคุกคาม (Threat Dependency):
“กอ.รมน. เป็นหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณสูงที่สุดกว่า 5,041 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 88 ของงบในแผนดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่ารัฐกำลังตกอยู่ในภาวะพึ่งพิงภัยคุกคาม ซึ่งทำให้การดำเนินนโยบายยังคงยึดติดกับมาตรการด้านความมั่นคงเป็นหลัก”เขาตั้งข้อสังเกตว่า ปี 2570 เป็นปีที่ยุทธศาสตร์ชาติเดิมกำหนดให้เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ต้องยุติลง แต่กลับเป็นปีแรกที่ไม่มีแผนบูรณาการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยถูกแทนที่ด้วยแผนยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีวงเงินประมาณ 8,464 ล้านบาท กระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน
รอมฎอนถามว่า การยกเลิกแผนบูรณาการดังกล่าวสะท้อนว่ารัฐบาลยอมรับหรือไม่ว่า แนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดำเนินมาตลอดสองทศวรรษล้มเหลว และกรอบคิดเดิมไม่สามารถตอบโจทย์สถานการณ์ได้อีกต่อไป
เขาระบุว่า แม้รัฐบาลยังคงจัดสรรงบประมาณด้านความมั่นคงจำนวนมาก แต่การส่งเสริมเศรษฐกิจกลับได้รับงบประมาณน้อย โดยเฉพาะแผนยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวที่ได้รับงบเพียง 500,000 บาท ทั้งที่จำนวนนักท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นในพื้นที่
รอมฎอนยังกล่าวถึงการใช้อำนาจตาม พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และคำสั่งของ กอ.รมน. ที่ทำให้ สำนักงาน กสทช. และผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือส่งข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์กว่า 2 ล้านเลขหมายให้ตำรวจภูธรภาค 9 เป็นประจำทุกวัน โดยตั้งข้อกังวลว่าอาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิประชาชนและขัดต่อรัฐธรรมนูญ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงแนวทางการคุ้มครองสิทธิข้อมูลส่วนบุคคล
นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามถึงงบประมาณค่าเช่ารถยนต์ของหน่วยงานด้านความมั่นคงว่า รวมถึงรถยนต์ที่ถูกนำไปใช้ในคดีลอบยิง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ หรือไม่ รวมถึงงบประชาสัมพันธ์เชิงบูรณาการกว่า 2.34 ล้านบาท ซึ่งเขาตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการข่าวสาร (IO) แม้ว่าหน่วยงานรัฐจะยืนยันว่าไม่มีการดำเนินการดังกล่าวแล้วก็ตาม
สำหรับงบกำลังพลและการดำเนินงาน รอมฎอนระบุว่า ปีนี้มีการจัดสรรประมาณ 2,300 ล้านบาท ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี พร้อมตั้งข้อสงสัยว่าเป็นผลจากการปราบปรามปัญหาการสวมสิทธิหรือ “กำลังพลผี” ตามที่ผู้บัญชาการทหารบกเคยกำชับ หรือเป็นเพราะมีการใช้งบประมาณเกินจริงในอดีต
ช่วงท้ายของการอภิปราย รอมฎอนได้ยกข้อมูลเปรียบเทียบงบประมาณกับสถิติความรุนแรงในพื้นที่ โดยระบุว่า หลายช่วงเวลาที่เหตุการณ์รุนแรงเพิ่มขึ้น มักตามมาด้วยการเพิ่มงบประมาณในปีถัดไป โดยเฉพาะหลังการรัฐประหารในปี 2549 และ 2557 ขณะที่ช่วงที่สถานการณ์คลี่คลายกลับสัมพันธ์กับกระบวนการพูดคุยสันติภาพมากกว่าการเพิ่มงบด้านความมั่นคง
เขากล่าวว่า ตลอด 24 ปีที่ผ่านมา งบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ความรุนแรงลดลงในอัตราที่ช้าลง และตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา สถานการณ์กลับเริ่มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกครั้ง จึงเห็นว่ามาตรการเดิมอาจเดินมาถึง “เพดาน” ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อีกต่อไป
รอมฎอนทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลยังปล่อยให้แนวคิดด้านความมั่นคงเป็นกรอบหลักในการกำหนดทิศทางการแก้ไขปัญหา จนบทบาทของรัฐบาลพลเรือนลดลง ประเทศจะมีทางเลือกน้อยลงในการสร้างสันติภาพ พร้อมฝากถึงนายกรัฐมนตรีให้ชี้แจงต่อสังคมอย่างชัดเจนว่า เหตุใดรัฐบาลจึงยกเลิกแผนบูรณาการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และจะใช้แนวทางใดในการขับเคลื่อนสันติภาพต่อไป
ร่วมเป็นสักขีพยานเพื่อสันติภาพ ณ ปาตานี
Bersama kita menjadi saksi demi kedamaian di PATANI