รัฐต้องไม่กลัวการตรวจสอบ
ความจริงกรณี “ซอและ”
ต้องมีคำตอบ
เขียนโดย บรรณาธิการข่าว ความมั่นคง
เหตุการณ์ที่ นายซอและ ดอเลาะ อายุ 21 ปี ถูกยิงได้รับบาดเจ็บในพื้นที่ตำบลช้างเผือก อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2569 กำลังเดินทางจาก “เหตุการณ์ความรุนแรงหนึ่งเหตุการณ์” ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือ ประชาชนจะเชื่อมั่นต่อกระบวนการค้นหาความจริงของรัฐได้มากน้อยเพียงใด
ถึงเวลานี้ สิ่งหนึ่งที่ทุกฝ่ายควรระมัดระวังคือ การรีบด่วนสรุปว่าใครเป็นผู้ยิง เพราะข้อเท็จจริงสำคัญที่สุดยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิสูจน์ แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งที่รัฐไม่ควรทำเช่นกัน คือการรีบปฏิเสธข้อสงสัยของประชาชน ก่อนที่หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์จะให้คำตอบอย่างครบถ้วน
นี่คือเส้นบางๆ ระหว่าง “การไม่กล่าวหาใครโดยปราศจากหลักฐาน” กับ “การไม่ปิดประตูความจริงก่อนการตรวจสอบจะสิ้นสุด” และรัฐจำเป็นต้องยืนอยู่บนเส้นนี้ให้ได้
หลักฐานกำลังพูด และทุกฝ่ายต้องฟัง
ข้อมูลที่ พ.ต.อ.วีระศักดิ์ เพอแสละ ผู้กำกับการ สภ.จะแนะ เปิดเผยต่อสาธารณะ มีความสำคัญอย่างยิ่ง ก่อนเกิดเหตุ นายซอและและเพื่อนรวม 4 คน เดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ 3 คัน ผ่านด่านตรวจหน้า สภ.จะแนะ เมื่อเวลา 21.39 น. ตำรวจตรวจค้นบุคคลและสัมภาระอย่างละเอียด แต่ไม่พบอาวุธปืน ยาเสพติด หรือสิ่งผิดกฎหมาย
จากนั้นเพียงประมาณ 28 นาที เวลา 22.07 น. โรงพยาบาลจะแนะแจ้งว่ามีผู้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ และบุคคลดังกล่าวคือนายซอและ ข้อเท็จจริงส่วนนี้สำคัญ เพราะอย่างน้อยมันทำให้เห็นลำดับเหตุการณ์ก่อนและหลังการยิง และตำรวจเองระบุว่าลำดับเวลาดังกล่าวสอดคล้องกับคำให้การของผู้ได้รับบาดเจ็บและเพื่อน
ยิ่งไปกว่านั้น การตรวจพื้นที่ยังพบ หัวกระสุนขนาด 5.56 มม. บริเวณรถจักรยานยนต์ของเพื่อนผู้บาดเจ็บ และปลอกกระสุน M16 จำนวน 3 ปลอกบริเวณโคนต้นยางบนเนินเขา ห่างจากจุดที่นายซอและถูกยิงประมาณ 10–15 เมตร รวมถึงร่องรอยต้องสงสัยจากกระสุนบนพื้นถนนหลายจุด นายรอมฎอน ปันจอร์ ซึ่งลงตรวจสอบพื้นที่ ระบุว่าจากการตรวจนับของตนพบร่องรอยรวมประมาณ 14 จุด
ทั้งหมดนี้ยังไม่ใช่หลักฐานที่อนุญาตให้สังคมชี้ตัวผู้ยิง แต่เพียงพอแล้วที่จะบอกว่า เรื่องนี้ไม่ควรถูกปิดด้วยคำอธิบายสั้นๆ จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ใครยิง? ยิงจากไหน? และทำไมต้องยิง?
คำถามสำคัญของคดีนี้จึงไม่ได้มีเพียงว่า “กระสุนเป็นของใคร”แต่ต้องตอบให้ได้ว่า กระสุนถูกยิงจากอาวุธชนิดใด? ปลอกกระสุนทั้งสามปลอกสัมพันธ์กับเหตุการณ์ที่นายซอและถูกยิงหรือไม่? ตำแหน่งของปลอกกระสุนสัมพันธ์กับวิถีกระสุนอย่างไร? ร่องรอยบนถนนเกิดจากกระสุนจริงหรือไม่? หากใช่ ยิงมาจากทิศทางใด? และหัวกระสุนที่ตรวจพบสามารถเชื่อมโยงกับอาวุธกระบอกใดได้หรือไม่?
ส่วนข้อสงสัยที่ว่ากระสุนมาจากเฮลิคอปเตอร์หรือไม่นั้น ยิ่งจำเป็นต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐาน ไม่ใช่ด้วยความเชื่อของฝ่ายหนึ่ง หรือคำปฏิเสธของอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะผู้ได้รับบาดเจ็บและเพื่อนตั้งข้อสงสัยว่ากระสุนมาจากเฮลิคอปเตอร์ ขณะที่หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสยืนยันว่าไม่มีการยิงจากเฮลิคอปเตอร์
เมื่อข้อเท็จจริงสองชุดยังไม่ตรงกัน สิ่งที่ควรเข้ามาทำหน้าที่ตัดสินไม่ใช่ “อำนาจของใครมากกว่าใคร” แต่คือ หลักฐาน
ในพื้นที่ที่ความไว้วางใจเปราะบาง “ความจริง” ต้องมากกว่าคำชี้แจง หากเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในพื้นที่ทั่วไป ก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่แล้ว แต่เมื่อเกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีประวัติศาสตร์ความรุนแรง การใช้กฎหมายพิเศษ ปฏิบัติการด้านความมั่นคง และข้อพิพาทเรื่องความเป็นธรรมสะสมมายาวนาน ทุกเหตุการณ์ย่อมมีความหมายมากกว่าตัวคดี
รัฐจึงต้องเข้าใจว่า สิ่งที่ประชาชนกำลังรอไม่ได้มีเพียงคำตอบว่า “ใครยิงซอและ” แต่กำลังดูว่า เมื่อประชาชนตั้งคำถามต่อรัฐ รัฐจะตอบคำถามนั้นอย่างไร นี่ต่างหากคือหัวใจของเรื่อง
เพราะความไว้วางใจไม่สามารถสร้างขึ้นด้วยการแถลงว่า “เจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำ” เช่นเดียวกับที่ไม่สามารถกล่าวหาว่า “เจ้าหน้าที่ทำ” เพียงเพราะมีความสงสัย ความไว้วางใจเกิดขึ้นได้เมื่อทุกสมมติฐานสามารถถูกตรวจสอบ ทุกพยานหลักฐานสามารถถูกพิสูจน์ และผู้มีอำนาจยอมให้กระบวนการค้นหาความจริงเดินไปจนสุดทาง
คณะกรรมการอิสระจึงไม่ใช่การกล่าวหาเจ้าหน้าที่
ข้อเสนอของนายรอมฎอนที่เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงที่มีบุคคลซึ่งสังคมเชื่อถือเข้าร่วม จึงเป็นข้อเสนอที่รัฐบาลควรพิจารณาอย่างจริงจัง การตั้งกรรมการตรวจสอบ ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่มีความผิด ตรงกันข้าม หากเจ้าหน้าที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง การตรวจสอบที่เป็นอิสระ โปร่งใส และน่าเชื่อถือ ยิ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการยืนยันความบริสุทธิ์ของเจ้าหน้าที่เอง
นี่เป็นหลักการง่ายๆ ของรัฐที่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรม หากรัฐเชื่อว่าตนเองไม่ได้ทำผิด รัฐก็ไม่ควรกลัวการตรวจสอบ รัฐบาลจึงไม่ควรมองข้อเรียกร้องเรื่องคณะกรรมการอิสระว่าเป็นการเผชิญหน้ากับฝ่ายความมั่นคง แต่ควรมองว่าเป็นโอกาสในการปกป้องทั้งประชาชน เจ้าหน้าที่ และความน่าเชื่อถือของรัฐไปพร้อมกัน
อย่าปล่อยให้ “ข้อสงสัย” กลายเป็นบาดแผลรอบใหม่
ชายแดนใต้มีบทเรียนราคาแพงมาแล้วหลายครั้งว่า เมื่อเหตุการณ์หนึ่งไม่ได้รับคำอธิบายที่ประชาชนเชื่อถือ เหตุการณ์นั้นอาจจบลงในทางคดี แต่ไม่เคยจบลงในความรู้สึกของผู้คน ข้อสงสัยที่ไม่ได้รับคำตอบจะกลายเป็นความไม่ไว้วางใจ ความไม่ไว้วางใจสะสมกลายเป็นความรู้สึกอยุติธรรม และเมื่อความรู้สึกอยุติธรรมถูกส่งต่อจากเหตุการณ์หนึ่งไปสู่อีกเหตุการณ์หนึ่ง มันย่อมทำให้การสร้างสันติภาพยากขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้น คดีของซอและจึงไม่ควรจบเพียงการประกาศผลตรวจหัวกระสุนหรือปลอกกระสุนเท่านั้น สังคมควรได้รับคำอธิบายอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ลำดับเหตุการณ์ ตำแหน่งการยิง วิถีกระสุน หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ บุคคลและหน่วยที่ปฏิบัติการในพื้นที่ ตลอดจนข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการบินในช่วงเวลาดังกล่าวเท่าที่สามารถเปิดเผยได้โดยไม่กระทบต่อความปลอดภัยและกระบวนการสอบสวน และหากหลักฐานชี้ไปทางใด ก็ต้องกล้าพูดความจริงทางนั้น ไม่ว่าความจริงนั้นจะเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อฝ่ายใดก็ตาม
ความมั่นคงที่แท้จริงต้องกล้าตรวจสอบตัวเอง
กองบรรณาธิการเห็นว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบททดสอบสำคัญอีกครั้งของรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่บททดสอบว่ารัฐสามารถควบคุมสถานการณ์ได้หรือไม่ แต่เป็นบททดสอบว่า รัฐสามารถควบคุมตัวเองให้อยู่ภายใต้หลักนิติธรรมได้หรือไม่
หากรัฐบาลต้องการให้ประชาชนเชื่อมั่นในรัฐ ก็ต้องทำให้ประชาชนเห็นว่า เมื่อมีข้อกล่าวหาหรือข้อสงสัยต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่เหล่านั้นไม่ได้อยู่เหนือการตรวจสอบ ขณะเดียวกัน หากผลการตรวจสอบพิสูจน์ว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง สังคมก็ต้องยอมรับข้อเท็จจริงนั้นเช่นกัน นี่คือความยุติธรรมที่ต้องใช้มาตรฐานเดียวกับทุกฝ่าย
วันนี้เรายังไม่ควรตัดสินว่าใครเป็นผู้ยิงนายซอและ แต่เราสามารถยืนยันได้อย่างหนึ่งว่า ประชาชนมีสิทธิรู้ว่าใครยิง และรัฐมีหน้าที่ทำให้คำตอบนั้นเกิดขึ้นจากหลักฐาน ไม่ใช่จากอำนาจ ไม่ใช่จากข่าวลือ และไม่ใช่จากคำชี้แจงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว
เพราะสำหรับชายแดนใต้ กระสุนหนึ่งนัดอาจทำร้ายคนได้หนึ่งคน แต่ ความจริงที่ถูกทำให้คลุมเครือ สามารถทำร้ายความไว้วางใจของผู้คนทั้งสังคมได้อีกยาวนาน และหากรัฐยังพูดถึง “สันติภาพ” สิ่งแรกที่รัฐต้องกล้ามอบให้ประชาชนก็คือ ความจริง
ร่วมเป็นสักขีพยานเพื่อสันติภาพ ณ ปาตานี
Bersama kita menjadi saksi demi kedamaian di PATANI