‘เอกราช’ นำ กมธ.ทหาร ลงจุดเกิดเหตุ ‘ซอและ’เพื่อน 3 คนยืนยันได้ยินเสียง ฮ. ก่อนเสียงปืน
“อย่าปกปิด” เตรียมเรียกหน่วยความมั่นคงแจง
‘เอกราช’ นำ กมธ.ทหาร ลงจุดเกิดเหตุ ‘ซอและ’ ถูกยิง
เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 นายเอกราช อุดมอำนวย สส.พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร นำคณะลงพื้นที่จุดเกิดเหตุนายซอและ ดอเลาะ อายุ 21 ปี ถูกยิงได้รับบาดเจ็บใน อ.จะแนะ จ.นราธิวาส พร้อมสอบถามเพื่อนที่อยู่ในเหตุการณ์ 3 คน ซึ่งให้ข้อมูลตรงกันว่าได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์ระหว่างขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้าน ก่อนมีเสียงปืนและพบว่านายซอและถูกยิง ด้านประธาน กมธ.ทหาร ระบุจะเรียกหน่วยงานด้านความมั่นคงเข้าชี้แจงเพิ่มเติม พร้อมขอให้ทุกฝ่ายตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาและไม่ปกปิดข้อเท็จจริง
การลงพื้นที่ครั้งนี้มี น.ท.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะรองประธาน กมธ. นายราเชน ตระกูลเวียง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคทางเลือกใหม่ นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และคณะ ร่วมศึกษาข้อเท็จจริงและสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
คณะ กมธ.ทหารได้พูดคุยกับวัยรุ่น 3 คน ซึ่งเป็นเพื่อนของนายซอและและอยู่ในเหตุการณ์คืนวันที่ 22 สิงหาคม โดยสอบถามและเรียบเรียงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้ง 3 คนให้ข้อมูลตรงกันว่า ระหว่างกำลังขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์ ก่อนจะได้ยินเสียงปืนและพบว่านายซอและได้รับบาดเจ็บ
กลุ่มดังกล่าวเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ 3 คัน โดยนายซอและขี่รถคันแรกและมีเพื่อนซ้อนท้าย ขณะที่เพื่อนคนดังกล่าวแสดงบาดแผลถลอกบริเวณต้นขาขวา พร้อมเอกสารรับรองบาดแผลจากแพทย์ โดยเจ้าตัวตั้งข้อสังเกตว่าบาดแผลอาจเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่กระสุนทะลุร่างของนายซอและ อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังต้องอาศัยการตรวจพิสูจน์ทางการแพทย์และนิติวิทยาศาสตร์เพื่อยืนยันความเชื่อมโยง
จากนั้นคณะ กมธ.เดินทางไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ พบสภาพพื้นที่เป็นป่าและเนินเขา พร้อมสำรวจร่องรอยกระสุนที่เจ้าหน้าที่พบก่อนหน้านี้ เพื่อประกอบกับข้อมูลจากพยานและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์
นายเอกราชกล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการรวบรวมข้อเท็จจริงก่อนที่ กมธ.จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และฝ่ายความมั่นคง มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน รวมถึงเตรียมเข้าพบหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสเพื่อรับฟังคำชี้แจงจากฝ่ายทหารโดยตรง
นายเอกราชระบุว่า จนถึงขณะนี้ กมธ.ได้รับฟังข้อมูลจากผู้ประสบเหตุ พยานบุคคล พยานแวดล้อม เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และตำรวจแล้ว เหลือการรับฟังข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและทหารที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการในคืนเกิดเหตุ
“ถ้าเป็นการปฏิบัติการก็ต้องมีบันทึก หรือมีการสั่งการจากผู้มีอำนาจ เพราะฉะนั้นพวกนี้ตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่ยาก แต่ว่าก็ขอระยะเวลาหน่อย เมื่อได้ข้อเท็จจริง กรรมาธิการก็จะเปิดเผยข้อสรุปและนำเรียนต่อพี่น้องประชาชน” นายเอกราชกล่าว
ส่วนข้อสงสัยเรื่องทิศทางการยิง นายเอกราชกล่าวว่า จากการตรวจสภาพพื้นที่และข้อมูลที่ได้รับในเบื้องต้น เห็นว่าทิศทางเกี่ยวข้องกับพื้นที่สูง แต่ยังไม่ควรสรุปจนกว่าจะนำผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ ข้อมูลจากตำรวจ พยาน และหลักฐานอื่นมาเชื่อมโยงประกอบกัน
ก่อนหน้านี้ ผกก.สภ.จะแนะ เปิดเผยต่อ กมธ.ว่า พบปลอกกระสุนขนาด 5.56 มม. จำนวน 3 ปลอก หัวกระสุน 1 หัว และร่องรอยกระสุนรวม 16 จุด แบ่งเป็นบนพื้นถนน 13 จุด และเหล็กกั้นขอบถนน 3 จุด แต่ยังไม่สามารถระบุชนิดอาวุธหรือยืนยันแหล่งที่มาของกระสุนได้ โดยต้องรอผลตรวจจากเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน
นายเอกราชระบุว่า หากผลการตรวจสอบในท้ายที่สุดพบว่าเหตุการณ์เกิดจากการใช้อำนาจรัฐหรือการใช้กำลังที่ไม่ได้สัดส่วน กมธ.จะจัดทำข้อเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามความรับผิดชอบ ทั้งทางอาญา วินัย หรือทางปกครอง รวมถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบตามขั้นตอน
พร้อมเสนอให้หน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ดูแลผลกระทบด้านจิตใจของผู้ประสบเหตุและเพื่อน เนื่องจากยังพบความวิตกกังวลจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“หวังว่าหน่วยงานที่จะตรวจสอบก็ทำหน้าที่แบบตรงไปตรงมา เพื่อให้เรื่องนี้กระจ่างที่สุด อย่าปกปิดเลย ถ้าหากว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรก็ควรจะแสดงต่อสังคมแบบนั้น เราก็จะได้หาทางแก้ไขเยียวยาต่อไป” นายเอกราชกล่าว
นอกจากนี้ คณะ กมธ.ทหารยังลงตรวจสอบความเสียหายของสำนักงาน อบต.ช้างเผือก ซึ่งถูกวางเพลิงในคืนวันที่ 22 สิงหาคม โดยพบว่าอาคาร รวมถึงเอกสารและเครื่องคอมพิวเตอร์ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ต้องใช้พื้นที่ด้านนอกให้บริการประชาชน และมีแนวทางจะกลับไปใช้อาคาร อบต.หลังเก่าเป็นสถานที่ทำงานชั่วคราว ระหว่างรอการก่อสร้างอาคารใหม่
ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/1Cygsh1T25/
ร่วมเป็นสักขีพยานเพื่อสันติภาพ ณ ปาตานี
Bersama kita menjadi saksi demi kedamaian di PATANI