จาก “หยุดยิงแลกอะไร”สู่ “มาดีไซน์ปาตานีร่วมกัน”
โจทย์ใหม่ของโต๊ะพูดคุยสันติภาพ
คำให้สัมภาษณ์ของฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 อาจเป็นถ้อยแถลงที่ควรถูกจับตามอง เพราะนอกจากยืนยันว่าการพูดคุยกับ BRN ยังไม่สิ้นสุด แม้ชะลอลงหลังเหตุโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามีและเหตุรุนแรงหลายสิบจุดในเดือนสิงหาคมแล้ว ยังส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยน “คำถามบนโต๊ะ” ของกระบวนการสันติภาพ
จากคำถามเดิมว่า “ถ้าหยุดยิง จะให้อะไรเป็นการแลกเปลี่ยน?” ไปสู่คำถามว่า “เราจะออกแบบพื้นที่ชายแดนใต้ให้คนในพื้นที่อยู่อย่างมีความสุขได้อย่างไร?” หากแนวคิดนี้ถูกนำไปปฏิบัติจริง อาจเป็นการเปลี่ยนกรอบสำคัญของกระบวนการพูดคุย แต่ก็มาพร้อมคำถามว่า รัฐไทยพร้อมเปิดพื้นที่ให้พูดถึงการออกแบบอำนาจมากเพียงใด
โจทย์ใหม่ของโต๊ะพูดคุย
จาก “หยุดยิงแลกอะไร” สู่ “มาดีไซน์ปาตานีร่วมกัน”ไม่ใช่เพียงการหยุดความรุนแรง แต่คือการร่วมออกแบบอนาคตของผู้คนในพื้นที่
เหตุโจมตีบูเก๊ะซามีสะท้อนปัญหาพื้นฐานของกระบวนการสันติภาพ คือคู่เจรจาสามารถควบคุมผู้ถืออาวุธในพื้นที่ได้จริงเพียงใด หากคณะพูดคุยตกลงสิ่งหนึ่ง แต่ผู้ปฏิบัติการยังสามารถก่อเหตุอีกแบบหนึ่ง ความน่าเชื่อถือของกระบวนการก็จะถูกทดสอบทันที
ถ้อยคำว่า “รบเท่าไรก็ไม่ชนะ ปราบเท่าไรก็ไม่หมด” ชี้ให้เห็นข้อจำกัดของยุทธศาสตร์ทางทหารของทั้งสองฝ่าย ฝ่ายรัฐมีทรัพยากรเหนือกว่าแต่ยังไม่สามารถยุติความขัดแย้งได้ ขณะที่ฝ่ายขบวนการก็ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทางการเมืองด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว เมื่อไม่มีฝ่ายใดชนะเด็ดขาด สนามต่อไปจึงต้องเป็นการเมือง
ข้อเสนอใหม่ดูเหมือนตั้งคำถามกับสูตรเดิมที่ว่า หยุดยิง สร้างความไว้ใจ แล้วค่อยคุยเรื่องการเมือง โดยขยับไปสู่คำถามเชิงโครงสร้างว่า จังหวัดชายแดนภาคใต้ควรเป็นพื้นที่แบบไหน ระบบการศึกษา ภาษา เศรษฐกิจ สาธารณสุข การคมนาคม และอำนาจของประชาชนควรถูกจัดวางอย่างไร
ประเด็นเรื่อง “เขตปกครองตนเอง” และ “แบ่งแยกดินแดน” มีความย้อนแย้งที่น่าจับตา ด้านหนึ่งมีการยืนยันว่าไม่ใช่กรอบของการพูดคุย แต่อีกด้านเปิดทางให้ตั้งคณะทำงานศึกษาการปกครองตนเองร่วมกัน ซึ่งอาจหมายถึงการปิดประตูเรื่องเอกราช แต่ยังไม่ปิดประตูเรื่องการออกแบบอำนาจภายในรัฐ
การยกตัวอย่างกรุงเทพมหานครหรือ “กทม.ใต้” อาจเป็นความพยายามชี้ให้เห็นว่า การมีอำนาจบริหารมากขึ้นไม่จำเป็นต้องหมายถึงการแบ่งแยกประเทศ อย่างไรก็ตาม โมเดลใด ๆ ไม่ควรถูกนำไปวางเป็นคำตอบสำเร็จรูป เพราะสาระของการพูดคุยคือการสร้างรูปแบบจากความต้องการของผู้คนในพื้นที่เอง
ภาษาที่เปลี่ยนจาก “ผู้เห็นต่าง” ไปสู่คำถามว่า หากเราเป็นผู้ถูกปกครอง อะไรจะทำให้อยู่ได้อย่างสบายใจ สะท้อนการกลับด้านของโจทย์ จากการถามว่าจะทำให้ประชาชนร่วมมือกับรัฐอย่างไร ไปสู่การถามว่ารัฐควรเปลี่ยนอะไรเพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่าได้รับการรับฟัง ปกป้อง และมีส่วนกำหนดอนาคตของตนเอง
แต่คำว่า “ประชาชนในพื้นที่” ไม่ได้หมายถึงคนกลุ่มเดียว ความต้องการของคนรุ่นใหม่ ผู้นำศาสนา นักธุรกิจ ชาวบ้าน ภาคประชาสังคม คนไทยพุทธ และมลายูมุสลิมอาจแตกต่างกัน ดังนั้น หากนโยบายจะมาจากประชาชน ต้องมีกระบวนการที่พิสูจน์ได้ว่าประชาชนได้พูดจริง ไม่ใช่เพียงการเลือกตัวแทนบางกลุ่มมาพบกับรัฐ
การพูดคุยกับการบังคับใช้กฎหมายจำเป็นต้องเดินคู่กัน โดยต้องแยกให้ชัดระหว่างการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิด และการทำให้ความคิดเห็นทางการเมืองกลายเป็นความผิด หากเส้นแบ่งไม่ชัด โต๊ะพูดคุยก็อาจกลายเป็นเพียงอีกแขนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความมั่นคง
บทวิเคราะห์นี้มองว่า ความยุติธรรมอาจเป็นคำสำคัญไม่แพ้คำว่า “หยุดยิง” เพราะหากเงื่อนไขที่ผลิตความไม่พอใจยังคงอยู่ การหยุดยิงก็อาจเป็นเพียงการหยุดพัก ไม่ใช่การสิ้นสุดความขัดแย้ง
แนวคิด “มาดีไซน์ร่วมกัน” จึงเป็นสัญญาณที่น่าสนับสนุน แต่ยังมีเพดานสำคัญ ทั้งจุดยืนของรัฐ กลไกที่ต้องผ่านรัฐบาล สมช. รัฐสภา และประชาชนทั้งประเทศ รวมถึงคำถามว่า BRN จะนำข้อสรุปจากโต๊ะไปผูกพันกับผู้ปฏิบัติในพื้นที่ได้เพียงใด สิ่งที่กำลังเริ่มต้นจึงอาจยังไม่ใช่คำตอบ แต่คือการสร้างพื้นที่ให้ตั้งคำถามที่ถูกต้อง
ท้ายที่สุด ความสำคัญของแนวคิดนี้อยู่ที่การเปลี่ยนจากการมองความขัดแย้งเป็นการต่อรองระหว่างรัฐกับกลุ่มติดอาวุธ ไปสู่การมองเป็นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน หากการพูดคุยเปิดให้ผู้คนที่ต้องอยู่กับอนาคตนั้นร่วมออกแบบจริง ก็อาจกลายเป็นพื้นที่สร้างข้อตกลงใหม่ในการอยู่ร่วมกัน และเป็นจุดเริ่มต้นของสันติภาพที่ยั่งยืน
ที่มา : Wartani — บทวิเคราะห์โดยบรรณาธิการข่าวสันติภาพ
ร่วมเป็นสักขีพยานเพื่อสันติภาพ ณ ปาตานี
Bersama kita menjadi saksi demi kedamaian di PATANI