นโยบายชายแดนใต้/ปาตานี ‘อนุทิน 2’ เมื่อคำว่า “สันติสุข/สันติภาพ” ยังเป็นเพียงวาทกรรมที่ไร้กลไก
ระหว่างถ้อยคำกับเครื่องมือ — รัฐพูดอะไร จะทำอย่างไร และใครกำหนดทิศทางในพื้นที่
“นโยบายที่มีคำ แต่ไม่มีทิศทาง”
การแถลงนโยบายของ “อนุทิน 2” ต่อประเด็นชายแดนใต้/ปาตานี แม้จะยังคงยึดกรอบ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และย้ำเป้าหมาย “สันติสุข/สันติภาพอย่างยั่งยืน” แต่ปัญหาสำคัญคือ นโยบายดังกล่าวยังคงอยู่ในระดับของ “ถ้อยคำ” มากกว่า “เครื่องมือ” ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจริง
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “รัฐบาลพูดอะไร” แต่คือ “รัฐบาลจะทำอย่างไร” และ “ใครเป็นผู้กำหนดทิศทาง”
“ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อกับนโยบายที่วนซ้ำ”
ตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษของความไม่สงบในพื้นที่ ชายแดนใต้/ปาตานีถูกบริหารผ่านชุดนโยบายที่คล้ายคลึงกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะเป็น “การพัฒนา” “การสร้างความเข้าใจ” หรือ “การรักษาความมั่นคง” แต่สิ่งที่ขาดหายไปอย่างต่อเนื่องคือ “ความกล้าทางการเมือง” ในการแตะโครงสร้างของปัญหา
โครงสร้างดังกล่าวรวมถึง
- ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐส่วนกลางกับพื้นที่
- บทบาทของกองทัพและหน่วยความมั่นคง
- และการไม่ยอมรับ “คู่ขัดแย้ง” ในฐานะคู่เจรจาทางการเมืองอย่างเท่าเทียม
เมื่อ “ความมั่นคง” กลืน “การเมือง”
หนึ่งในจุดอ่อนสำคัญของนโยบายชุดนี้ คือการไม่สามารถขยับออกจากกรอบ “ความมั่นคงนำการเมือง” ได้อย่างแท้จริง แม้จะมีการกล่าวถึงแนวคิด “การเมืองนำการทหาร” แต่ในทางปฏิบัติ อำนาจการตัดสินใจยังคงกระจุกอยู่ในกลไกด้านความมั่นคง
สิ่งนี้สะท้อนผ่านหลายมิติ เช่น
- กระบวนการพูดคุยสันติสุข/สันติภาพที่ไม่ต่อเนื่อง
- การขาดตัวแทนทางการเมืองที่มีอำนาจตัดสินใจจริง
- และความคลุมเครือของ “โต๊ะเจรจา” ที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับร่วมกัน
ยิ่งไปกว่านั้น กรณีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนพัวพันกับเหตุรุนแรง เช่น คดีลอบยิง สส.พรรคประชาชาติ ยิ่งซ้ำเติมวิกฤตความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐ และทำให้คำว่า “สันติสุข/สันติภาพ” กลายเป็นคำที่ห่างไกลจากความจริงในชีวิตประจำวัน
“สันติภาพที่ไม่มีการเมือง คือสันติภาพที่เป็นไปไม่ได้”
คำถามสำคัญที่ต้องตั้งคือ รัฐกำลังมอง “สันติสุข/สันติภาพ” ในฐานะอะไร
- เป็นเพียง “ผลลัพธ์” ของการควบคุมสถานการณ์?
- หรือเป็น “กระบวนการทางการเมือง” ที่ต้องเปิดพื้นที่ให้กับความแตกต่าง?
หากสันติสุข/สันติภาพถูกจำกัดอยู่แค่การลดเหตุรุนแรงโดยไม่แตะโครงสร้างอำนาจ ไม่เปิดพื้นที่ให้กับอัตลักษณ์ และไม่ยอมรับความหลากหลายทางการเมือง สันติภาพนั้นก็เป็นเพียง “สันติภาพเชิงวาทกรรม” (discursive peace) ที่ไม่สามารถยืนระยะได้
“ความไม่ไว้วางใจคือโจทย์ใหญ่ที่สุด”
ข้อมูลจากหลายฝ่ายสะท้อนตรงกันว่า “ความไม่ไว้วางใจต่อรัฐ” คือปัญหาหลักในพื้นที่ ไม่ว่าจะมาจากประวัติศาสตร์ของความรุนแรง การบังคับใช้กฎหมายพิเศษ หรือเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่รัฐถูกตั้งข้อสงสัยในบทบาทของตนเอง
ความไม่ไว้วางใจนี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยนโยบายเชิงสัญลักษณ์ แต่ต้องการ “การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” ที่จับต้องได้
“จากนโยบายเชิงคำสู่การเมืองเชิงโครงสร้าง”
หากรัฐบาลต้องการให้ “สันติสุข/สันติภาพ” เป็นมากกว่าวาทกรรม จำเป็นต้องขยับใน 3 ประเด็นหลัก
- ฟื้นโต๊ะพูดคุยอย่างจริงจัง พร้อมกำหนดสถานะคู่เจรจาที่ชัดเจน
- ลดบทบาทกลไกความมั่นคง และเพิ่มอำนาจให้กลไกทางการเมือง
- สร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยเฉพาะกรณีเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกกล่าวหา
ระหว่าง “คำสัญญา” กับ “ความกล้า”
นโยบายชายแดนใต้/ปาตานีของ “อนุทิน 2” อาจไม่ได้ขาด “คำสวยงาม” แต่สิ่งที่ยังขาดอย่างชัดเจนคือ “ความกล้าทางการเมือง” ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง
คำถามปิดท้าย
รัฐบาลจะยังคงผลิต “วาทกรรมสันติสุข/สันติภาพ” ต่อไปหรือจะเริ่มลงมือสร้าง “สันติภาพที่มีตัวตนจริง” ผ่านการเมืองที่กล้ายอมรับความจริงของความขัดแย้งนี้