บาติกเหนือบาติก: พลิกฟื้นจิตวิญญาณผ้าท้องถิ่นนราธิวาส ยกระดับงานหัตถศิลป์ดั้งเดิม สู่ผลงาน Modern Art ฉลุลายระดับพรีเมียม
เรื่องราวของ “คุณมี่-สัลมี บาราเฮง” แห่งกลุ่มบ้านบาติก นราธิวาส ผู้เปลี่ยนความเชยให้เป็นความทันสมัยด้วยวิทยาศาสตร์ แฟชั่น และการฉลุลายที่ทำให้บาติกโดดเด่นไม่เหมือนใคร
บาติกของจังหวัดนราธิวาส เป็นงานหัตถศิลป์ที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นและมีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง มีการนำลวดลายและเทคนิคใหม่ๆ เข้ามาผสมผสานกับศิลปะการทำบาติกแบบดั้งเดิมทั้งเทคนิคการพิมพ์ลายและการเขียนมือ ทำให้ได้ผ้าบาติกที่มีสีสันและลวดลายร่วมสมัยมากขึ้น
ที่ “บ้านบาติก” แหล่งผลิตบาติกชื่อดังของนราธิวาส คุณสัลมี บาราเฮง หรือคุณมี่ ประธานกลุ่มบ้านบาติกได้พัฒนาบาติกของเมืองนราให้เหนือบาติกขึ้นไปอีกขั้นด้วย การให้สีและการฉลุลาย
ความฝันของ “วิศวกรโรงงาน” สู่ภารกิจกู้ชีพงานศิลป์ที่กำลังจะหมดลมหายใจ:
“จริงๆ หนูมีความฝันอยากเป็น ‘วิศวกรโรงงาน’ ค่ะ อยากผลิตยาให้โรงงานดังๆ และหนูก็ได้ทำจริงๆ ทำอยู่ 2 ปี จนแม่โทรเรียก บอกว่าไม่ไหวแล้วให้กลับมาช่วยหน่อย ตอนแรกหนูปฏิเสธ เพราะถ้ากลับมาแล้วทุกอย่างยังเหมือนเดิม หาจุดเปลี่ยนไม่ได้ หนูจะช่วยอะไรได้ จนวันหนึ่งหนูรู้ว่าจะต้องเปลี่ยนอะไร หนูถึงยอมกลับมาค่ะ”คุณมี่ ย้อนความหลังให้ฟังถึงวันที่ตัดสินใจทิ้งงานที่เป็นความฝัน กลับมาสานต่อภารกิจที่ผู้เป็นแม่มอบหมายให้ นั่นคือการปลุกงานบาติกที่กำลังจะหมดลมหายใจให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
“หนูไม่ได้เป็นคนรักศิลปะ ไม่ได้อินกับศิลปหัตถกรรมเลย หนูเป็นคนรักการเรียนวิทยาศาสตร์ ครอบครัวชอบวาดรูปแต่เราไม่ชอบ สิ่งเดียวที่เราชอบคือ ‘การแต่งกาย’ ครั้งหนึ่งเคยตั้งคำถามกับบาติกที่บ้านว่า ‘ทำไมไม่คิดจะทำเสื้อผ้าให้วัยเราใส่ได้บ้าง ทำไมต้องทำให้แต่ผู้ใหญ่ใส่’ ตั้งคำถามตลอดว่า ทำไมสินค้าที่เกิดจากชุมชนถึงพยายามทำให้มันดูแก่ ทำไมไม่ทำให้ทันสมัย กลายเป็นพยายามคงความดั้งเดิมไว้จนไม่มีการเปลี่ยนแปลง นี่คือความฝังใจที่เราอยากจะเปลี่ยน”
ภารกิจแรกของการกลับมาพัฒนางานบาติก คือการปรับความคิดของทุกคนในบ้านให้มองในมุมเดียวกัน ตั้งคำถามถึงปัญหาและหาคำตอบไปพร้อมกัน แม้จะต้องขัดแย้งกันบ้างแต่ก็พยายามหาจุดกึ่งกลางเพื่อให้งานเดินหน้าได้
“เราเริ่มจากจุดอ่อน คือ การรับฟังฟีดแบคด้านที่ไม่ค่อยดีนักเกี่ยวกับเรื่อง ‘สีผ้า’ ที่มันโดดไปเลย คำว่าโดดในที่นี้คือ ส้มก็ส้มแปร๊ด เขียวก็เขียวปี๋ ทำไมเข้ามาในร้านมีแต่เสื้อเชิ้ต ทำไมไม่ทำเสื้อผู้หญิงบ้าง ถ้าอย่างนั้นเลยคิดว่า เอาความเชยมาสร้างเป็นความทันสมัยดีกว่า”
“เราก็ไปศึกษาความต้องการของวัยรุ่นและผู้ใหญ่ แล้วนำมาหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในเรื่องของแฟชั่น เราเอาความล้าสมัยของผ้าเรามาประยุกต์ให้เกิดความทันสมัย เราไม่ได้มองว่าผ้าเราไม่ดี แต่เรามองว่าผ้าเรา ‘ไม่ได้ถูกพัฒนา’ เพราะฉะนั้นเราจึงเกิดมุมมองที่ควรจะเปลี่ยน”
เมื่อถึงขั้นตอนของการเปลี่ยน คุณมี่เลือก “วิธีการเปลี่ยนแปลงย้อนกลับ” เพื่อให้กระทบกับกระบวนการผลิตแบบค่อยเป็นค่อยไป และค่อยๆ สร้างการรับรู้ให้คนในครอบครัวเกิดการยอมรับไปพร้อมๆ กัน
“หนูเลือกการเปลี่ยนแปลงที่ปลายทาง คือ เปลี่ยนที่ผลิตภัณฑ์ก่อน เพราะในส่วนของต้นทางหรือกระบวนการผลิตเราทำทุกวันอยู่แล้ว ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ก็อย่าไปฝืน หนูพยายามให้เขาดูงานที่พัฒนาไปไกลมากแล้ว เปรียบเทียบการใช้สี เอาสีม่วงของกลุ่มอื่นมาเทียบกับสีเข้มๆ ของแม่ แล้วถามว่า ‘ถ้าเป็นแม่ แม่จะใส่ของใคร?’ แน่นอนว่าต้องเลือกของคนอื่น เพราะไม่มีใครใส่สีเข้มขนาดนี้แล้ว หนูต้องสู้ให้เขายอมอ่อนลง เราคว่ำบาตรผู้ใหญ่ไม่ได้หรอก เพราะนั่นคือน้ำพักน้ำแรงที่สร้างเรามา เราต้องค่อยๆ ปรับและให้กำลังใจกัน”
“บางคนมองว่าการปรับที่ปลายทางทำยาก แต่การทำที่ปลายทางให้เขาเห็นภาพชัดเจน ให้เขาเห็นว่า ‘อ้อ มันทำแบบนี้ได้นี่นา งั้นเราปรับก็ได้’ มันเป็นการสร้างการยอมรับ การทำให้เห็นเป็นรูปธรรมจะทำให้พวกเขาเข้าใจว่าสิ่งที่เราต้องการคืออะไร มันเลยทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงจากปลายทาง ย้อนกลับไปให้ต้นทางได้มองเห็น เป็นจุดเริ่มต้นของ ‘แฟชั่นบาติก’ ค่ะ”
คุณมี่ยกระดับผ้าบาติกท้องถิ่นสู่แฟชั่นร่วมสมัย โดยการปรับเปลี่ยนลวดลายและสีสันให้เป็น Modern Art นำไปใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ กลุ่มคนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ แต่ที่เหนือไปกว่านั้น คือการนำ “การฉลุลาย” เข้ามาใช้กับงานบาติก
“มันจะมีช่วงหนึ่งที่หนูได้เข้าโครงการโค้ชชิ่ง (Coaching) มีดีไซเนอร์ท่านหนึ่งพูดประโยคที่ว่า ‘ทำให้บาติกเหนือกว่าบาติก’ ประโยคนี้มันคือตัวหนูเลย หนูชอบความท้าทาย ชอบทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ เลยลองเอา 2 สิ่งมาผสมกันให้เป็นหนึ่งเดียว”
“หนูอยู่ในครอบครัวศิลปหัตถกรรม แม่ทำศิลปะ น้าทำหัตถกรรม หนูเลยส่งผ้าพันคอไปให้น้า 1 ชิ้น ให้โจทย์ว่าต้องทำฉลุให้เข้ากับบาติกให้ได้ ในที่สุดงานชิ้นแรกก็สำเร็จ”
หลังจากนั้น บาติกฉลุลายของ “บ้านบาติก” กลายเป็นที่กล่าวถึงในวงการผ้า ถึงเอกลักษณ์ ความไม่เหมือนใคร และการยกระดับผ้าบาติกธรรมดาให้กลายเป็นสินค้าพรีเมียมได้ พร้อมทั้งมีโอกาสได้ไปจัดแสดงตามงานต่างๆ แต่ที่สร้างความภาคภูมิใจสูงสุดให้คุณมี่และสมาชิก “บ้านบาติก” ทุกคน คือการที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ตรัสชื่นชมงานฉลุผ้าบาติกว่าสวยงามมาก และตรัสชมคุณมี่ว่าเก่งมาก
ความภาคภูมิใจสูงสุดและการรับสั่งชื่นชมอันน่าประทับใจ:
“ท่านเสด็จเข้ามาในบูธ คำแรกที่รับสั่งคือ ‘ว้าว’ ดังมาก ทรงแปลกพระทัยว่า ‘ทำได้ยังไง นี่มันงานฉลุนี่ ในวังไม่มีช่างฉลุแล้วนะ ไปขุดมาจากไหนเนี่ย?’ หนูใจฟูมาก รู้สึกหายเหนื่อยเลย”คุณสัลมีทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ทำให้เราอดภาคภูมิใจไปกับเธอไม่ได้ว่า:
“โจทย์ของหนูคือ ‘จะทำยังไงให้ผ้าแค่ชิ้นเดียว ทำให้ชื่อของบ้านบาติกกลับมาเป็นที่เลื่องลืออีกครั้ง’ ตอนนี้หนูทำสำเร็จแล้ว”
ร่วมสืบสานและสร้างสรรค์งานหัตถศิลป์ปาตานีสู่ระดับสากล
Bersama-sama memelihara dan memperkasa seni kraf Patani ke mercu dunia