ชาวปาเลสไตน์นับพันร่วมละหมาด ที่มัสยิดอัล-อักซอ หลังอิสราเอลยกเลิกคำสั่งห้าม 40 วัน
เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ชาวปาเลสไตน์ประมาณ 3,000 คนได้เข้าร่วมละหมาดยามเช้าที่มัสยิดอัล-อักซอ ในเขตเยรูซาเล็มตะวันออก/ปาเลสไตน์ หลังจากอิสราเอลยกเลิกคำสั่งปิดพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวเป็นเวลา 40 วัน
ภาพวิดีโอที่ได้รับการยืนยันเผยให้เห็นผู้ศรัทธาหลั่งไหลเข้าสู่พื้นที่มัสยิดตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ ขณะที่หน่วยงานวะกัฟอิสลามในเยรูซาเล็มยืนยันว่า จะเปิดประตูมัสยิดให้ผู้ศรัทธาทุกคนสามารถเข้าปฏิบัติศาสนกิจได้ตั้งแต่รุ่งสาง
ก่อนหน้านี้ อิสราเอลได้จำกัดหรือห้ามการเข้าถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาคริสต์ อิสลาม และยิวอย่างเข้มงวด ภายหลังการปะทุของสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ทางการอิสราเอลระบุ
เปิดตามคำสั่งความมั่นคงใหม่เสริมกำลังตำรวจ-ทหารรักษาความปลอดภัย
ทางการอิสราเอลระบุว่า การเปิดสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ครั้งนี้เป็นไปตาม “คำสั่งด้านความมั่นคงที่ปรับปรุงใหม่” พร้อมเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารจำนวนมากในเขตเมืองเก่าและเส้นทางเข้าสู่พื้นที่ เพื่อรักษาความปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวทางการปาเลสไตน์รายงานว่า ภายหลังการเปิดพื้นที่ กลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลได้บุกเข้าไปในบริเวณมัสยิดอัล-อักซอ และประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ภายใต้การคุ้มกันของเจ้าหน้าที่อิสราเอล
ด้านมะห์มูด อัล-ฮับบาช ที่ปรึกษาประธานาธิบดีปาเลสไตน์ฝ่ายกิจการศาสนา ประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น “การละเมิดสถานะทางประวัติศาสตร์ของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างร้ายแรง” และเตือนว่าอาจจุดชนวนความขัดแย้งทางศาสนาและกระทบต่อเสถียรภาพในภูมิภาค
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า ทางการอิสราเอลได้ขยายเวลาที่อนุญาตให้ผู้ตั้งถิ่นฐานเข้าพื้นที่เพิ่มขึ้น ซึ่งถูกวิพากษ์ว่าเป็นการจำกัดเสรีภาพในการประกอบศาสนกิจของชาวมุสลิม
ในขณะเดียวกัน ปฏิบัติการของกองกำลังอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์/ปาเลสไตน์ยังคงดำเนินต่อเนื่อง โดยมีรายงานการจับกุมและการใช้กำลังในหลายพื้นที่ รวมถึงเหตุยิงเสียชีวิตชายชาวปาเลสไตน์วัย 28 ปี ใกล้หมู่บ้านทายาซีร์
องค์การสหประชาชาติระบุว่า นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 มีชาวปาเลสไตน์มากกว่า 1,100 คนเสียชีวิตจากปฏิบัติการของกองกำลังอิสราเอลและผู้ตั้งถิ่นฐาน และมีผู้ถูกบังคับให้พลัดถิ่นไม่น้อยกว่า 10,000 คน
สถานการณ์ในเยรูซาเล็มและพื้นที่ยึดครองยังคงตึงเครียด ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งในภูมิภาคอาจทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/1FcNLCE4bF/