เวทีครบรอบ 20 ปีอนุสัญญาอุ้มหาย จี้รัฐเร่งค้นหาความจริง ย้ำ “ผู้เสียหายต้องมาก่อน” ชี้มีกฎหมายแต่ยังไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ
แอมเนสตี้ ประเทศไทย ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และภาคีเครือข่าย จัดเวทีสะท้อนปัญหา 20 ปีอนุสัญญาว่าด้วยการบังคับสูญหายและทบทวนความคืบหน้าเชิงปฏิบัติ
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ร่วมกับภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และสำนักข่าว The Reporters จัดเวทีเสวนา “20 ปีอนุสัญญาว่าด้วยการบังคับสูญหาย ผู้เสียหายต้องมาก่อน ลงมือทันที” เนื่องในวาระครบรอบ 20 ปีของอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (ICCPED) โดยผู้ร่วมเสวนาต่างเรียกร้องให้รัฐไทยเร่งบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง พร้อมยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด
เวทีเสวนาจัดขึ้นที่ Singhdam Space คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ นายฮวน ปาโบล อัลบัน อาเลนกัสโตร ประธานคณะกรรมการว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับแห่งสหประชาชาติ (CED) นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภาและผู้ก่อตั้งมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ น.ส.สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ น.ส.ภัทรานิษฐ์ เยาดำ เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนประจำประเทศไทย สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) และนายเมธา มาสขาว คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 โดยมี น.ส.เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินรายการ
นายฮวน ปาโบล อัลบัน อาเลนกัสโตร กล่าวว่า การครบรอบ 20 ปีของอนุสัญญาเป็นโอกาสประเมินว่าประชาคมโลกสามารถคุ้มครองผู้เสียหายได้มากเพียงใด พร้อมระบุว่าอุปสรรคสำคัญที่สุดคือ “วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด” ซึ่งทำให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นซ้ำ และเรียกร้องให้รัฐต่าง ๆ แสดงเจตจำนงทางการเมืองในการป้องกัน ตรวจสอบ และนำผู้กระทำผิดมารับโทษ
ขณะที่นางอังคณา นีละไพจิตร กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาและมีกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายแล้ว แต่ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ยังไม่มีมาตรการติดตามผู้สูญหายอย่างจริงจัง โดยข้อมูลของสหประชาชาติยังมีผู้สูญหายในประเทศไทยที่อยู่ระหว่างการติดตามจำนวน 77 กรณี พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าครอบครัวผู้สูญหายไม่เคยได้รับเชิญให้ร่วมให้ข้อมูลกับคณะกรรมการที่รับผิดชอบ และยังเผชิญแรงกดดันให้ถอนคำร้องในหลายกรณี
นายเมธา มาสขาว กล่าวว่า เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 มีผู้สูญหายอย่างเป็นทางการ 38 คน แต่เชื่อว่าความเป็นจริงอาจมีมากกว่านั้น พร้อมเสนอให้มีการสร้างอนุสาวรีย์วีรชนพฤษภา 35 และบันทึกประวัติศาสตร์จากข้อเท็จจริง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงทางการเมืองซ้ำอีกในอนาคต
ด้าน น.ส.สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ กล่าวว่า แม้อนุสัญญาจะมีผลบังคับใช้มาแล้ว 20 ปี และไทยมีกฎหมายเกี่ยวกับการอุ้มหายมา 3 ปี แต่เจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากยังไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของกฎหมาย ส่งผลให้ครอบครัวผู้เสียหายยังถูกตั้งข้อสงสัยและถูกผลักภาระให้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้สูญหาย ทั้งที่ครอบครัวคือผู้เสียหาย
ขณะที่ น.ส.ภัทรานิษฐ์ เยาดำ ระบุว่า ประเทศไทยยังไม่มีระบบฐานข้อมูลผู้ถูกบังคับให้สูญหายอย่างเป็นทางการ ทำให้ไม่สามารถระบุจำนวนผู้สูญหายที่แท้จริงได้ พร้อมชี้ว่าคดีที่เกิดขึ้นก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้ยังไม่มีการสอบสวนอย่างเป็นทางการ และยังไม่มีผู้กระทำผิดรายใดถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
ผู้ร่วมเสวนาต่างเห็นพ้องว่า การแก้ไขปัญหาการบังคับบุคคลให้สูญหายไม่อาจหยุดอยู่เพียงการตรากฎหมาย แต่ต้องทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ทั้งการค้นหาผู้สูญหายโดยทันที การสอบสวนที่มีประสิทธิภาพ การนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม การคุ้มครองผู้เสียหาย การยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างรอบด้าน เพื่อให้หลักประกันด้านสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในสังคมไทย.
ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/1MEVrZWoEi/
ร่วมเป็นสักขีพยานเพื่อสันติภาพ ณ ปาตานี
Bersama kita menjadi saksi demi kedamaian di PATANI