ภาคประชาสังคมชี้ พ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหาย ยังมีช่องโหว่ ทั้งตีความแคบ ยุติคดีอุ้มหาย–ไม่บังคับใช้หลักห้ามส่งกลับ
เวทีเสวนา “5 ปี พ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหาย” สะท้อนบทเรียนและข้อจำกัดในทางปฏิบัติ ย้ำกฎหมายก้าวหน้าแต่ต้องมีเจตจำนงทางการเมืองรองรับ
เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) มูลนิธิสิทธิเพื่อสันติภาพ (PRF) สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และศูนย์กฎหมายเพื่อประชาชน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนา “5 ปี พ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหาย” เพื่อทบทวนบทเรียนและข้อจำกัดในการบังคับใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565
ผู้เข้าร่วมเสวนาระบุว่า แม้กฎหมายมีเป้าหมายเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการทรมานและการบังคับสูญหาย แต่การบังคับใช้ยังมีปัญหา โดยเฉพาะการตีความคำว่า “ควบคุมตัว” ที่เจ้าหน้าที่บางส่วนตีความอย่างแคบ ไม่ครอบคลุมกรณี “เชิญตัวมาคุย” หรือ “พาตัวไปสอบถาม” รวมถึงการตีความการทรมานที่มักเน้นเฉพาะการทำร้ายร่างกาย ทั้งที่การทรมานสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
สำหรับคดีบังคับสูญหาย ภาคประชาสังคมตั้งข้อสังเกตว่า หลายคดีถูกยุติการสืบสวน เนื่องจากเจ้าหน้าที่มองว่าต้องระบุตัวผู้กระทำผิดได้ก่อน ทั้งที่ธรรมชาติของการบังคับสูญหายมักมีการปกปิดหรือทำลายหลักฐาน ทำให้ครอบครัวผู้สูญหายแทบไม่สามารถระบุตัวผู้กระทำได้ตั้งแต่ต้น และส่งผลให้การติดตามชะตากรรมของผู้สูญหายหยุดชะงัก
อีกประเด็นสำคัญคือการส่งผู้ลี้ภัยกลับประเทศต้นทาง ซึ่งภาคประชาสังคมเห็นว่าอาจขัดต่อมาตรา 13 ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ และหลักการ “ห้ามส่งกลับ” (Non-refoulement) หากมีเหตุอันควรเชื่อว่าบุคคลนั้นอาจเผชิญการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย หรือการบังคับสูญหาย โดยยกกรณีการส่งชาวอุยกูร์ 40 คนกลับจีนเมื่อปี 2568 เป็นตัวอย่าง
ขณะที่กฤตพร เสมสันทัด ผู้อำนวยการโครงการมูลนิธิสิทธิเพื่อสันติภาพ ระบุว่า หลักการห้ามส่งกลับตามมาตรา 13 ยังไม่ถูกนำมาบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม จึงจำเป็นต้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายการเมือง นักวิชาการ และภาคประชาสังคมร่วมกันผลักดัน เพื่อให้กฎหมายสามารถคุ้มครองผู้ลี้ภัยและประชาชนได้อย่างแท้จริง
ภายหลังการเสวนา ตัวแทนองค์กรผู้จัดงานได้ยื่นข้อเสนอด้านกฎหมายและการปฏิบัติต่อหัวหน้าฝ่ายค้านและตัวแทนคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ เพื่อผลักดันการแก้ไขกฎหมาย ลดช่องว่างในการบังคับใช้ ยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ และสร้างหลักประกันด้านสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมในสังคมต่อไป
ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/14fj9WwzXYm/
ร่วมเป็นสักขีพยานเพื่อสันติภาพ ณ ปาตานี
Bersama kita menjadi saksi demi kedamaian di PATANI