“ทวี” ซักรัฐบาลกลางสภา ชี้ปมรถ กอ.รมน.โยงคดียิง “กมลศักดิ์”
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อภิปรายต่อที่ประชุมสภา ชี้รถหน่วยงานรัฐโยงเหตุยิง ส.ส.นราธิวาส จี้นายกฯยืนยันหลักนิติธรรม
วันนี้ (9 เมษายน 2569) ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 วาระด่วนคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ อภิปรายต่อที่ประชุม โดยกล่าวถึงหลักการสำคัญที่รัฐบาลยืนยัน ได้แก่ การยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของประชาชน
อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.ทวีตั้งข้อสังเกตต่อเนื้อหานโยบายในประเด็นการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้/ปาตานี ซึ่งระบุเพียงหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” โดยเห็นว่ายังขาดรายละเอียดเชิงโครงสร้าง ทั้งที่สถานการณ์ในพื้นที่ยังมีคำถามสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นว่าเหตุการณ์ความไม่สงบจะสิ้นสุดลงเมื่อใด พร้อมย้ำว่าการแก้ปัญหาต้องตั้งอยู่บนความจริงใจและหลักนิติธรรม
กรณีลอบยิง ส.ส.กมลศักดิ์
รถ กอ.รมน. ใช้ก่อเหตุผู้เกี่ยวข้องต้องถูกตรวจสอบ
ในการอภิปรายครั้งนี้ ยังได้หยิบยกกรณีลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่ามีการใช้อาวุธปืนยิงใส่รถจำนวนหลายสิบนัด แม้เจ้าหน้าที่จะสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้บางส่วนแล้ว แต่ประเด็นที่สร้างข้อกังวลคือรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ ซึ่งมีข้อมูลว่าเป็นทรัพย์สินของหน่วยงานรัฐ
พ.ต.อ.ทวีตั้งคำถามต่อกรณีดังกล่าวว่า เหตุใดยานพาหนะของหน่วยงานด้านความมั่นคงจึงถูกนำไปใช้ในเหตุอาชญากรรม และเหตุใดบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตยังไม่ถูกเรียกเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ทั้งที่ในกรณีอื่นมีการใช้กฎหมายพิเศษควบคุมตัวบุคคลเพื่อซักถาม
พร้อมกันนี้ ยังเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีแสดงความชัดเจนต่อสังคม โดยเฉพาะการดำเนินการกับผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ผู้บงการ หรือผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อยืนยันหลักนิติธรรมและสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนในพื้นที่
นอกจากนี้ พ.ต.อ.ทวียังอภิปรายถึงนโยบายด้านพลังงาน โดยตั้งข้อสังเกตต่อแนวทางเปิดเสรีพลังงานที่อาจขัดกับบทบาทของรัฐตามรัฐธรรมนูญ พร้อมยกตัวเลขภาระค่าใช้จ่ายในโครงการสนับสนุนพลังงานในช่วงที่ผ่านมา และตั้งคำถามถึงผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายของประชาชน
ทั้งนี้ ระบุว่าจะติดตามการดำเนินนโยบายของรัฐบาลทั้งในประเด็นความมั่นคงและพลังงานอย่างใกล้ชิดต่อไป